• ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. ในวันที่ 23 กันยายน 2563 มีมติเป็นเอกฉันท์ ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 0.50 ต่อปี ในการตัดสินนโยบาย คณะกรรมการฯ ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2563 มีแนวโน้มหดตัวน้อยลงจากประมาณการเดิมเล็กน้อย แต่ในปี 2564 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงกว่าประมาณการเดิมตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีแนวโน้มฟื้นตัวช้าเป็นสำคัญ โดยยังต้องระวังความเสี่ยงจากโอกาสเกิดการระบาดระลอกที่สอง อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2563 มีแนวโน้มติดลบน้อยกว่าที่ประเมินไว้ และมีแนวโน้มทยอยเพิ่มขึ้นในช่วงปี 2564
Home JMT มั่นใจธุรกิจยังแข็งแกร่งตุนเงินสดประมูลหนี้ต่อเนื่อง
JMT มั่นใจธุรกิจยังแข็งแกร่งตุนเงินสดประมูลหนี้ต่อเนื่อง

JMT มั่นใจธุรกิจยังแข็งแกร่งตุนเงินสดประมูลหนี้ต่อเนื่อง

เผยภาพรวมธุรกิจบริหารหนี้ด้อยคุณภาพไตรมาส 1/2563 แข็งแกร่ง แม้ในสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 มีการแพร่ระบาด เนื่องจากพอร์ตหนี้ด้อยคุณภาพเดิม และหนี้ด้อยคุณภาพหใหม่ที่ซื้อมาในช่วงครึ่งหลังปี 2562 เริ่มทยอยจัดเก็บได้ โดย JMT มีพอร์ตบริหารหนี้สะสมในปัจจุบันมากกว่า 1.77 แสนล้านบาท และสามารถทยอยรับรู้รายได้จากกระแสเงินสดได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่แนวโน้ม NPL มีอัตราเร่ง และสถาบันการเงินมีแผนทยอยขายหนี้ออกมาเพิ่มสูงขึ้น เป็นโอกาสในการซื้อหนี้เข้ามาบริหาร โดยในช่วง Q2/63 คาดว่าจะมีการประกาศซื้อหนี้เข้ามาเพิ่มเติมอีก ด้านสถานการณ์การจัดเก็บหนี้ในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ยังปกติ ย้ำกระแสเงินสดสำหรับการดำเนินงานมีเพียงพอ

 

นายสุทธิรักษ์ ตรัยชิรอาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือ JMT ผู้นำในธุรกิจบริหารหนี้ด้อยคุณภาพรายใหญ่ของประเทศไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจยังเป็นไปตามเป้าหมาย เนื่องจาก JMT มีพอร์ตบริหารหนี้สะสมในปัจจุบันอยู่ที่ 177,000 ล้านบาท และสามารถทยอยรับรู้รายได้จากกระแสเงินสด (Cash collection) ที่สามารถเก็บเข้ามาได้อย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 10 ปี

 

ประเมินในช่วงไตรมาสแรกของปี สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เป็นปัจจัยกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจและประชาชนในวงกว้าง บริษัทฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้ปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด แม้ภาพรวมไม่ได้กระทบบริษัทฯ โดยตรง JMT ยังสามารถผลิตกระแสเงินสดและสร้างความมั่นคงของกำไรสุทธิได้อย่างแข็งแกร่ง ขณะที่สถานการณ์ในปัจจุบัน มองว่าจะมีแนวโน้ม NPL ในระบบเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้สถาบันการเงินจะมีการทยอยขายหนี้ด้อยคุณภาพออกมามากขึ้น เป็นปัจจัยสนับสนุนให้ JMT สามารถขยายพอร์ตสินทรัพย์ด้อยคุณภาพได้ โดย JMT เป็นอันดับหนึ่งในธุรกิจบริหารสินทรัพย์แบบไม่มีหลักประกัน และขยายมายังสินทรัพย์แบบมีหลักประกัน ตั้งเป้าปีนี้วางงบลงทุนซื้อหนี้เข้ามาบริหารที่ 4,500 ล้านบาท สูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน

 

"ภาพรวมการจัดเก็บหนี้ในช่วง 2 เดือนแรกของไตรมาส 1/2563 การเก็บเงินสด (Cash collection) ยังเป็นไปตามปกติ ใกล้เคียงกับช่วงก่อนสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ดังนั้น ปัจจุบันบริษัทฯ ยังบริหารจัดการได้ และในแง่การลงทุนซื้อหนี้ใหม่ ก่อนหน้านี้ ประกาศปิดดีลการซื้อหนี้ด้อยคุณภาพประเภทไม่มีหลักประกันเข้ามาบริหารมูลค่ารวมเกือบ 3,000 ล้านบาท จากสถาบันการเงินชั้นนำแห่งหนึ่ง สะท้อนความไว้วางใจจากสถาบันการเงิน และเป็นสัญญาณว่าปีนี้น่าจะมีหนี้ออกมาจำนวนมาก ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างประมูลเข้าซื้อหนี้ด้อยคุณภาพในไตรมาส 2/2563 เพิ่มเติมอีก วางงบลงทุนทั้งปีที่สูงขึ้นจากปีก่อน โดยพิจารณาการซื้อหนี้ที่มีคุณภาพเข้ามาบริหารเป็นสำคัญ" นายสุทธิรักษ์ กล่าว

 

ด้านธุรกิจประกัน ภายใต้การบริหารของ บริษัท เจพี ประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัทย่อยที่ JMT ถือหุ้น 55% มีแนวโน้มการเติบโตที่ดี จากเบี้ยประกันภัยเติบโตขึ้นและมีคุณภาพ โดยเฉพาะการตอบรับอย่างท่วมท้นของผลิตภัณฑ์ประกันภัยไวรัสโควิด-19 ในการนำเสนอช่องทางการขายของบริษัทในเครือ ประกอบกับ มองว่าการลดต้นทุนด้วยการปรับพอร์ตที่มีอัตราส่วนความเสียหาย (Loss ratio) และเพิ่มสินค้ากลุ่ม Non-motor ที่อัตรากำไรดีกว่าเพิ่มขึ้น เป็นอีกปัจจัยเสริมความแข็งแกร่งให้ JMT ปีนี้

ข่าวเกี่ยวข้อง