• ผลจากการประชุม กนง. ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2563 คณะกรรมการฯ มีมติ 4 ต่อ 3 เสียง ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี จากร้อยละ 0.75 เป็นร้อยละ 0.50 ต่อปี โดยให้มีผลทันที ทำให้ธนาคารพาณิชย์ต่างประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยตามมาทันที --- ธนาคารกรุงเทพ ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทั้ง 3 ประเภท เหลือต่ำสุด 5.25% โดยเอ็มแอลอาร์ เหลือ 5.25% เอ็มโออาร์ เหลือ 5.875% และเอ็มอาร์อาร์ เหลือ 5.75% เพื่อสนับสนุนกลไกภาครัฐ และช่วยเหลือลูกค้าผู้ประกอบการและประชาชนลดต้นทุนทางการเงินรับมือโรคโควิด 19 โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2563---ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ปรับลดอัตราดอกเบี้ย MLR ปรับลดลงจาก 5.83%  เป็น 5.58% MOR ปรับลดลงจาก 6.30% เป็น 5.95% MRR ปรับลดลงจาก 6.30% เป็น 6.05% ---- ธนาคารไทยพาณิชย์ ประกาศลดดอกเบี้ยเงินกู้ 0.125-0.35% บรรเทาปัญหาลูกค้าทุกกลุ่มก้าวผ่านวิกฤต COVID-19 มีผล 22 พฤษภาคม 2563
Home ‘ออมสิน’กู้วิกฤตลูกหนี้รายย่อยจัดซอฟท์โลน 8 หมื่นล. ผ่าน'นอนแบงก์'
‘ออมสิน’กู้วิกฤตลูกหนี้รายย่อยจัดซอฟท์โลน 8 หมื่นล. ผ่าน'นอนแบงก์'

‘ออมสิน’กู้วิกฤตลูกหนี้รายย่อยจัดซอฟท์โลน 8 หมื่นล. ผ่าน'นอนแบงก์'

‘ออมสิน’กู้วิกฤตลูกหนี้รายย่อยจัดซอฟท์โลน 8 หมื่นล. เสริมสภาพคล่องกลุ่มนอนแบงก์’ให้ผ่อนปรนรายย่อย

 

ธนาคารออมสิน จัดสรรวงเงินกู้ซฟอท์โลน 80,000 ล้านบาท เสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจการเงินที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน นำไปเสริมสภาพคล่องเพื่อช่วยเหลือผ่อนปรนการชำระหนี้ของลูกหนี้รายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากภัยโควิด เผยวงเงินกู้สูงสุดรายละไม่เกิน 5,000 ล้านบาท พร้อมให้กู้ถึงสิ้นปี 2563

 

วันนี้ (24 เมษายน 2563) ณ ธนาคารออมสิน สำนักงานใหญ่ ได้มีการประชุมชี้แจง กรอบหลักเกณฑ์ ในการปล่อยสินเชื่อ “โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) สำหรับผู้ประกอบการ Non-Bank ที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19” ระหว่างธนาคารออมสิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ร่วมกับ ผู้ประกอบธุรกิจการเงินที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-Bank) ด้วยระบบการประชุมทางไกลผ่านจอภาพ หรือ VDO Conference

 

 

ดร.ชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบ “โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19)” เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2563 โดยกระทรวงการคลังได้มอบหมายให้ธนาคารออมสินเร่งดำเนินการเป็นผู้สนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำวงเงินโครงการรวม 150,000 ล้านบาท เพื่อให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ ภายในวงเงิน 135,000 ล้านบาท และให้ธนาคารออมสินสามารถให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบการโดยตรงได้ในวงเงิน 15,000 ล้านบาท สำหรับเป็นเงินทุนสำรองสำหรับเสริมสภาพคล่องและลงทุน รวมถึงเพื่อแบ่งเบาภาระของผู้ประกอบการในช่วงที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของเชื้อCOVID-19

 

 

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การระบาดของเชื้อCOVID-19 ยังคงส่งผลกระทบต่อประชาชนและเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศอย่างวงกว้างต่อเนื่อง ดังนั้น ครม.จึงมีมติในการประชุมเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2563 เห็นชอบให้ธนาคารออมสินช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจการเงินที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-Bank) ที่ให้บริการให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้รายย่อย ได้แก่ สินเชี่อบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล ลีสซิ่ง เช่าซื้อ เช่าซื้อรถจักรยานยนต์ และสินเชื่อทะเบียนรถ เป็นการเร่งด่วน เพื่อผู้ประกอบการจะได้มีแหล่งเงินทุนในอัตราดอกเบี้ยต่ำไปสนับสนุนการผ่อนปรนการชำระหนี้ของลูกหนี้รายย่อยตามมาตรการของธปท. โดยที่มติครม. ลดวงเงินที่จะจัดสรรให้สถาบันการเงิน จาก 135,000 ล้านบาท เป็น 55,000 ล้านบาท และให้ธนาคารออมสินจัดสรรวงเงินให้สินเชื่อแก่ Non-Bank วงเงิน 80,000 ล้านบาท ในอัตราดอกเบี้ยถูก เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่อง และให้สามารถช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อย ให้ได้รับการผ่อนปรนเงื่อนไขการชำระหนี้

 

 

ทั้งนี้ ธนาคารฯ ได้กำหนดวงเงินให้กู้ตามความสามารถและความจำเป็นของกิจการ รายละไม่เกิน 10% ของพอร์ตสินเชื่อทั้งหมด ณ สิ้นเดือนก่อนการอนุมัติ หรือตามงบการเงิน ปี 2562 แต่ต้องไม่เกินยอดคงค้างของลูกหนี้ที่มีคุณภาพดีของบริษัท วงเงินกู้สูงสุดไม่เกินรายละ 5,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ เท่ากับ 2% ต่อปี ระยะเวลาการกู้ 2 ปี โดยผู้ประกอบการที่สนใจสามารถยื่นขอสินเชื่อได้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2563 หรือจนกว่าวงเงินโครงการจะหมด

 

“ธนาคารออมสิน หวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือในครั้งนี้ จะสามารถช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจการเงินที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-Bank) ให้สามารถช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยของแต่ละบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรค COVID-19 ต่อไปได้ ตามนโยบายของทางรัฐบาลที่จะให้ความช่วยเหลือรายย่อยของ Non Bank” ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวในที่สุด.

 

ข่าวเกี่ยวข้อง