• วิจัยกรุงศรี ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของ GDP ปี 2563 เป็น -6.4% จากเดิมคาดไว้ที่ -10.3% และคาดอัตราการเติบโตปี 2564 ที่ 3.3% ----ด้าน KKP Research โดยเกียรตินาคินภัทร ปรับประมาณการตัวเลขการเติบโตของ GDP สำหรับปี 2020 จาก -9% มาอยู่ที่ -6.7% และปี 2021 จาก 3.4% เป็น 3.5% จากตัวเลข GDP ไตรมาส 3 ของปี 2020 ที่ฟื้นตัวดีกว่าคาด
Home ไนท์แฟรงค์ เผยตลาดบ้านราคา 10 ล้านขึ้นไป ปี 63 หน่วยขายได้ใหม่ สูงกว่า 2,600 หลัง
ไนท์แฟรงค์ เผยตลาดบ้านราคา 10 ล้านขึ้นไป ปี 63 หน่วยขายได้ใหม่ สูงกว่า 2,600 หลัง

ไนท์แฟรงค์ เผยตลาดบ้านราคา 10 ล้านขึ้นไป ปี 63 หน่วยขายได้ใหม่ สูงกว่า 2,600 หลัง

นางสาวริษิณี สาริกบุตร ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา บริษัท ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า “ในปีพ.ศ. 2563 ซึ่งเป็นปีที่ค่อนข้างจะยากลำบากสำหรับตลาดที่พักอาศัยประเภทคอนโดมิเนียม นักพัฒนาโครงการต่างๆต่างหันมามองดูตลาดแนวราบประเภทบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และ ทาวเฮ้าส์ เนื่องจากตลาดดังกล่าวจะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการที่พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย สถานการณ์ไวรัสโควิด ตลาดบ้านที่ระดับราคาตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไปยังเป็นตลาดที่ค่อนข้างเล็กอุปทานที่เข้ามาในแต่ละปียังไม่มากนัก อย่างไรก็ดีอุปสงค์ในของบ้านระดับราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป ก็มีจำกัดเช่นกัน”

 

 

การขออนุญาตจัดสรรที่ดิน ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

 

จากการตรวจสอบพบว่าบ้านในระดับราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป มีการอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินในแต่ละปีนับตั้งแต่ปี 2560 ถึงไตรมาส 3 ปี 2563 ในช่วงปีละมีการขอและได้รับอนุญาตจัดสรรที่ดินตั้งแต่ 1,489 หลังจนถึง 2,669 หลัง โดยจำนวนใบอนุญาตจัดสรรในปี 2561 มีจำนวนสูงสุด คือ 2,669 หลัง ส่วนในระยะเวลา 9 เดือนของปีนี้พบว่ามีใบอนุญาตจัดสรรที่ดินในกลุ่มบ้านที่มีระดับราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป อยู่ที่ 1,170 หลัง

 

 

อุปสงค์

อุปสงค์ทำการวัดจากโครงการบ้านที่ยังเปิดขาย ณ ปัจจุบัน ณ เดือนกย. ปี 2563 พบว่าบ้านระดับราคาตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไปที่เปิดขายใน ปัจจุบันมีทั้งสิ้น 257 โครงการ มีจำนวน 17,933 หลัง และมีจำนวนที่ขายแล้วรวม 11,211 หลัง คิดเป็นอัตราการขายที่ร้อยละ 63 จากการศึกษาพบว่าจำนวนหน่วยขายเพิ่มขึ้นทุกปีตั้งแต่ปี 2558 จำนวนหน่วยขายบ้านที่ขายได้ในปี 2559 มีจำนวน 1,088 หลัง ยอดขายบ้านในปี 2561 และ 2562 มีจำนวนหน่วยขายได้ที่ประมาณ 2,500 หลังต่อปี ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้มีจำนวนหน่วยขายได้ทั้งสิ้น 2,047 หลังและ คาดว่าในปี 2563 จำนวนหน่วยขายได้น่าจะมากกว่าปีที่ผ่านมาเล็กน้อย โดยคาดว่าจำนวนหน่วยขายได้ใหม่ในปี 2563 น่าจะสูงกว่า 2,600 หลัง

 

 

หากจำแนกตามระดับราคาบ้านในโครงการที่เปิดขายอยู่ในปัจจุบันพบว่าบ้านที่มีระดับราคาขายระหว่าง 10-20 ล้านบาท มีจำนวนหน่วยขายสะสมสูงสุดอยู่ที่ 5,906 หลัง มีอัตราการขายอยู่ที่ร้อยละ 59 ของอุปทานรวม รองลงมาคือบ้านที่มีระดับราคาขายระหว่าง 21-30 ล้านบาท และ 31-40 ล้านบาท มียอดขายรวมอยู่ที่ 2,290 หลัง และ 1,625 หลัง มีอัตราการขายอยู่ในอัตราร้อยละ 69 และ 67 ของอุปทานรวมตามลำดับ บ้านที่มีอัตราการขายที่สูงสุด คือ บ้านที่ราคาสูงกว่า 100 ล้านบาท มีอัตราการขายอยู่ที่ร้อยละ 78 เนื่องจากอุปทานที่มีอยู่จำกัด (มีเพียง 418 หลัง)

 

 

แนวโน้ม

นางสาวริษิณี กล่าวสรุปว่า “สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยประเภทบ้านแนวราบยังมีความต้องการซื้อที่คงที่ในช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมาถึงแม้ว่าตลาดคอนโดมิเนียมจะมียอดขายที่ลดลงอย่างมากก็ตาม ตลาดบ้านเป็นตลาดที่รองรับกลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง นอกจากนี้กลุ่มผู้ซื้อบ้านอยู่อาศัยที่มีระดับราคาขายเกิน10 ล้านบาท เป็นกลุ่มผู้ซื้อที่ได้รับผลกระทบไม่มากจากการ ควบสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ และจากสถานการณ์โควิด นอกจากนี้การระบาดของโควิดที่อาจส่งผลให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อบ้านมากกว่าคอนโดมิเนียมเพื่อลดความเสี่ยงจากการสัมผัสกับคนหมู่มาก ประกอบกับโครงข่ายพัฒนารถไฟฟ้าเส้นทางใหม่ๆซึ่งจะช่วยให้การเดินทางเข้าสู่กลางเมืองสะดวกขึ้นก็มีส่วนสำคัญในการเพิ่มอุปสงค์ของบ้านในกลุ่มนี้

 

“อย่างไรก็ดีการพัฒนาโครงการบ้านแนวราบโครงการใหม่ๆในอนาคต ผู้ประกอบการควรพิจารณาเงื่อนไขการใช้ชีวิตในบ้าน เช่น การแบ่งพื้นที่เป็นสัดส่วน การเพิ่มพื้นที่สำหรับทำงานในบ้าน และอาจนำนวัตกรรมรูปแบบใหม่เข้ามาใช้ในการพัฒนาบ้านให้เป็นที่ดึงดูดผู้ซื้ออีกด้วย”

ข่าวเกี่ยวข้อง