• ธนาคารกสิกรไทย ประเมินแนวโน้มค่าเงินบาท (3-7 ส.ค.) กรอบการเคลื่อนไหวที่ 30.90-31.40 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยปัจจัยสำคัญในประเทศ ได้แก่ ผลการประชุมนโยบายการเงินของกนง. อัตราเงินเฟ้อเดือนก.ค. ของไทย และปัจจัยทางการเมืองในประเทศ --- บล.กสิกรไทย มองแนวโน้มดัชนีหุ้นไทย มีแนวรับที่ 1,315 และ 1,300 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,350 และ 1,365 จุด ตามลำดับ โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ผลการประชุมกนง. (5 ส.ค.) ดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนก.ค. ของไทย การทยอยประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/63 ของบริษัทจดทะเบียนฯ รวมถึงสถานการณ์โควิด-19
Home อมาโด้ ประกาศปรับเป้าสู่ 1.8 พันล.โต 160% รับตลาดสุขภาพบูม
อมาโด้ ประกาศปรับเป้าสู่ 1.8 พันล.โต 160% รับตลาดสุขภาพบูม

อมาโด้ ประกาศปรับเป้าสู่ 1.8 พันล.โต 160% รับตลาดสุขภาพบูม

อมาโด้ ประกาศปรับเป้าสู่ 1.8 พันล.โต 160% รับตลาดสุขภาพบูม ครึ่งปีหลังรุกหนักเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่คว้า ฮยอนบิน นั่งพรีเซ็นเตอร์เจาะตลาดบิวตี้

 

บริษัท อมาโด้ กรุ๊ป จำกัด ผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ อมาโด้ (amado) ผู้เชี่ยวชาญด้านวิตามินและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชั้นนำ ประกาศปรับเป้ายอดขายสู่ 1,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 160% จากปีก่อนที่มียอดขาย 694 ล้านบาท รับตลาดสุขภาพเติบโต 15% พร้อมทั้งกวาดยอดขาย 7 เดือนไปแล้ว 1,000 ล้านบาท ส่งใบเฟิร์น พิมพ์ชนก นั่งแท่นพรีเซ็นเตอร์พันล้านสายผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ เปิดเทรนด์ตลาดสินค้าสุขภาพ สินค้าเพื่อสุขภาพและสุขอนามัยยังเติบโตต่อเนื่องแข็งแรงรับ นิว นอร์มอล (New normal) ชี้โควิด-19 เป็นปัจจัยเร่งผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น และฉลาดเลือกซื้อสินค้าที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน เดินหน้ารุกตลาดครึ่งปีหลังเปิดตัวผลิตภัณฑ์สูตรใหม่ อมาโด้ เฮช-คอลลาเจน (Amado H-Collagen) เจาะตลาดบิวตี้ ดึง ฮยอนบิน (Hyun Bin) เมกะสตาร์ระดับเอเชียเป็นพรีเซนเตอร์ จับตลาดวัยรุ่น คนทำงาน ชูโรงดันยอดขายเข้าเป้า

 

 

นายธนา ลิมปยารยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมาโด้ กรุ๊ป จำกัด ผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายใต้ แบรนด์ อมาโด้ (amado) ผู้เชี่ยวชาญด้านวิตามินและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชั้นนำ เปิดเผยว่า แนวโน้มของตลาดสินค้าเพื่อสุขภาพใน 4 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มที่ 1 สินค้าเพื่อสุขภาพและสุขอนามัย (Health & Hygiene) ได้แก่ น้ำยา- เจลล้างมือ น้ำยาทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรค อาหารเสริมและวิตามินดูแลสุขภาพ นมและโยเกิร์ต โดยโควิด-19 เป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้สินค้ากลุ่มนี้เติบโต และมีแนวโน้มเติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อเนื่อง เนื่องจากเกิด นิว นอร์มอล (New normal) เกี่ยวกับการดูแลรักษาสุขภาพมากขึ้น กลุ่มที่ 2 สินค้าเพื่อปรุงและประกอบอาหาร (Cooking & Treats) ได้แก่ เครื่องปรุง ขนมขบเคี้ยว อาหารแช่แข็ง อาหารกระป๋อง และอาหารทดแทนมื้ออาหาร (Meal Replacements) ที่ผ่านมามีความต้องการเพิ่มขึ้น แต่หลังจากสถานการณ์เริ่มดีขึ้น ความต้องการสินค้ากลุ่มนี้มีแนวโน้มลดลงเนื่องจากผู้คนคลายความกังวลในส่วนของการขาดแคลนอาหารในช่วงโควิด ลดการตุนอาหารพร้อมรับประทาน และเครื่องปรุงอาหารเนื่องจากสถานการณ์คลี่คลาย และสามารถเริ่มออกมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ กลุ่มที่ 3 สินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน (Long-Life Essentials) ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ซักและถนอมเสื้อผ้า แชมพู ยาสีฟัน น้ำยาล้างจาน เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ ก่อนหน้านี้มีความต้องการสูงกว่าปกติ เนื่องจากผู้บริโภคซื้อสินค้าเพื่อกักตุนไว้บริโภคในช่วงไวรัสระบาด แต่ปัจจุบันความต้องการสินค้ากลุ่มนี้ได้กลับสู่สภาวะปกติแล้ว สินค้ากลุ่มที่ 4 สินค้าฟุ่มเฟือย แต่จำเป็นต้องมี (Nice-to-have (only at home)) ได้แก่ เครื่องสำอาง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และน้ำหอมเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ ยอดขายลดลงในช่วงที่ผ่านมาเนื่องจากผู้บริโภคระมัดระวังในการจับจ่าย แต่ในระยะยาวเมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวสินค้ากลุ่มนี้จะกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง

 

 

อย่างไรก็ดี ในช่วงครึ่งปีแรกภาพรวมธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารเสริมและวิตามินเติบโตเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก แม้ก่อนหน้านี้แนวโน้มการเติบโตจะเป็นช่วงขาขึ้น แต่การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่ปลายปี 2562 เป็นปัจจัยเร่งผู้คนทั่วโลกรวมถึงคนไทยหันมาดูแลรักษาสุขภาพให้สมบูรณ์แข็งแรงอยู่เสมอ เพื่อให้มีภูมิต้านทานที่แข็งแรงจนกลายเป็น นิว นอร์มอล (New Normal) ทำให้พฤติกรรมการใส่ใจดูแลสุขภาพของผู้บริโภคได้เปลี่ยนแปลงไป โดยหันมาให้ความสำคัญในการดูแลเชิงป้องกันและเสริมสร้างความแข็งแรงให้ร่างกายมากขึ้น ดูแลฟื้นฟูร่างกายผิวพรรณให้ดูดีอยู่เสมอ และด้วยวิถีชีวิตเปลี่ยนแปลงไปตามการขยายตัวของ “ความเป็นเมือง” (Urbanization) การสร้างสังคมเร่งด่วนจึงส่งผลให้ผู้คนต้องใช้ชีวิตที่เร่งรีบจนไม่มีเวลาในการทำอาหารหรือสรรหาอาหารที่มีประโยชน์ได้น้อยลง ส่งผลให้ผู้บริโภคต้องสรรหาอาหารเสริมและวิตามินเพื่อทดแทน ในขณะเดียวกันผู้บริโภคมีความฉลาดซื้อและเลือกสรรอาหารและวิตามินที่มีคุณภาพได้มาตรฐานมากขึ้นตามไปด้วย

 

“ในช่วงครึ่งปีแรกมีผลิตภัณฑ์ใหม่ในตลาด 3 รายการ โดยเป็นผลิตภัณฑ์ในกลุ่มบิวตี้ ได้แก่ อมาโด้ โกลด์ คาร์เวียร์ เซ็ต (amado gold caviar set) อมาโด้ มิลค์ เซ็ต (amado milk set) และอมาโด้ ไฮ-ทัช แอลกอฮอล์ เจล (amado Hi-Touch Alcohol Gel) ซึ่งต้องการผลิตและจัดจำหน่ายในราคาที่สมเหตุสมผลเพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคในช่วงโควิด-19 ระบาด ซึ่งมียอดขายกว่า 100,000 เซ็ต เป็นมูลค่ากว่า 90 ล้านบาท และบริษัทยังได้ขยายช่องทางขายสินค้าไปยัง เซเว่นอีเลฟเว่นทั่วประเทศ ด้วยสินค้าไซส์เล็กนำร่องด้วย คอลลิจิ คอลลาเจน ซาเช่ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคอย่างเร่งด่วน และให้ลูกค้ากลุ่มใหม่ได้มีโอกาสทดลองตลาด พร้อมทั้งเน้นหนักการทำตลาดผ่านช่องเทเลเซลล์ซึ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้คนในช่วงล็อกดาวน์ที่ต้องกักตัวอยู่บ้าน” นายธนากล่าว

 

ทั้งนี้ มองว่าการเติบโตของธุรกิจอาหารเสริมและวิตามินจะยังเติบโตทั้งในกลุ่มเพื่อสุขภาพและกลุ่มเพื่อความงาม ซึ่งในกลุ่มนี้ผู้บริโภคส่วนใหญ่หันมาดูแลตัวเองให้ดูดีขึ้นอยู่เสมอตั้งแต่อยู่ที่บ้าน โดยเฉพาะในกลุ่มวัยคนทำงาน กลุ่มวัยกลางคนและกลุ่มผู้สูงอายุ ในช่วงครึ่งปีหลังบริษัทมีเป้ารุกตลาดอย่างเข้มข้น โดยล่าสุดอมาโด้ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์สูตรใหม่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ความงาม (บิวตี้) เฮช-คอลลาเจนไตรเปปไทด์ (H-Collagen Tripeptide) ได้รับการรับรองจากซัมซุงมารีน แอนด์ อินชัวรัน บริษัทในเครืออุตสาหกรรมที่โดดเด่นของซัมซุง ซึ่งให้ความคุ้มครองในด้าน “Product Liability” ให้ความคุ้มครองความรับผิดชอบต่อผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ ด้านมาตรฐานการผลิตและรับประกันความปลอดภัย จึงมีความเชื่อมั่นด้านคุณภาพและความปลอดภัยสูงสุดจากประเทศเกาหลี เจาะกลุ่มผู้บริโภคอายุตั้งแต่ 23-32 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองให้ดูดีอยู่เสมอ หลังจากเปิดให้จองสินค้าก็ได้รับผลตอบรับดีเกินคาดด้วยยอดจอง 100,000 กระป๋อง มูลค่า 50,000,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 1 เดือน พร้อมกับเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์สินค้าใหม่ ฮยอนบิน (Hyun Bin) เมกะสตาร์ระดับเอเชีย มีผลงานโด่งดังล่าสุด ปักหมุดรักฉุกเฉิน (Crash Landing on You) ซีรี่ย์เกาหลีทาง Netflix เพื่อสื่อถึงภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำทางสุขภาพผิวของสินค้าและตอกย้ำความน่าเชื่อถือของแบรนด์และผลิตภัณฑ์อมาโด้ โดยตั้งเป้ายอดขายผลิตภัณฑ์สูตรใหม่ 300 ล้านบาท ภายในสิ้นปีนี้ และยังมีแผนวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ใหม่อีก 2 รายการในกลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพไปพร้อมกับการผสานช่องทางการขายในรูปแบบ Omni Channel เพื่อเข้าถึงและตอบโจทย์ลูกค้าได้มากที่สุด

 

 

นายพร้อมวุฒิ อัศวโสภณกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บริษัท อมาโด้ กรุ๊ป จำกัด กล่าวเสริมว่า ที่ผ่านมาตั้งแต่เดือนมกราคม-กรกฎาคม 2563 บริษัทมียอดขายทะลุ 1,000 ล้านบาท ซึ่งมากกว่าเป้าหมายที่วางไว้กว่า 50% โดยยอดขายดังกล่าวมาจากช่องทางการจัดจำหน่ายผ่านดีลเลอร์บิวตี้ทั่วประเทศจำนวน 600 ล้านบาท คิดเป็น 60% จากช่องทางออนไลน์ของบริษัททั้งเฟซบุ๊กแฟนเพจ และไลน์จำนวน 160 ล้านบาท คิดเป็น 16% ยอดขายผ่านเทเลเซลล์ 200 ล้านบาท คิดเป็น 20% ในช่องทางนี้เติบโตอย่างมีนัยยะเนื่องจากในช่วงโควิด-19 แพร่ระบาดผู้บริโภคส่วนใหญ่อยู่บ้านจึงมีเวลาดูโทรทัศน์มากขึ้น ยอดขายผ่านคีออสทั่วประเทศ 30 ล้านบาท คิดเป็น 3% ยอดขายต่างประเทศ 10 ล้านบาท คิดเป็น 1% จากยอดขายที่เติบโตเกินกว่าเป้าหมายส่งผลให้มีการพิจารณาปรับเป้าหมายยอดขายทั้งปีเป็น 1,800 ล้านบาท เติบโตถึง 160% จากปี 2562 เพิ่มขึ้นจากเป้ายอดขายเดิม 1,200 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทมีส่วนแบ่งการตลาดในตลาดอาหารเสริมและวิตามินเพิ่มขึ้นเป็น 7% จากปีที่ผ่านมามีส่วนแบ่งการตลาดเพียง 2% เนื่องจากแนวโน้มธุรกิจสุขภาพเติบโตกว่า 15% โดยมีมูลค่าการตลาดสูงถึง 2.8 แสนล้านบาท และแบ่งเป็นธุรกิจอาหารเสริม 8-10% คิดเป็น 24,000 ล้านบาท และตลาดสุขภาพยังมีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้น 10-15%

ข่าวเกี่ยวข้อง