• ‘ทีเอ็มบี’รายงานกำไร 9 เดือน ปี 2563 ที่ 8,877 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 58% จากปีก่อน สำหรับไตรมาส 3 ตั้งสำรองฯ เพิ่มขึ้นแม้หนี้เสียยังอยู่ในระดับต่ำที่ 2.33% —— ‘ธนาคารกรุงเทพ’ และบริษัทย่อยรายงานกำไรสุทธิสำหรับ 9 เดือนของปี 2563 จำนวน 14,783 ล้านบาท ซึ่งได้รวมผลประกอบการของธนาคารเพอร์มาตา ตั้งแต่วันที่ธนาคารเข้าถือหุ้นเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2563 —- ‘ธนาคารไทยพาณิชย์’ และบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ (งบการเงินรวมก่อนสอบทาน) ในไตรมาส 3 ของปี 2563 จำนวน 4,641 ล้านบาท ลดลง 69% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากการตั้งเงินสำรองปกติที่สูงขึ้น สำหรับเก้าเดือนแรกของปี 2563 ธนาคารมีกำไรสุทธิจำนวน 22,252 ล้านบาท ลดลง 36% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
Home บ.บริหารสินทรัพย์ไนท์คลับ แนะรัฐเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้เอสเอ็มอี
บ.บริหารสินทรัพย์ไนท์คลับ แนะรัฐเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้เอสเอ็มอี

บ.บริหารสินทรัพย์ไนท์คลับ แนะรัฐเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้เอสเอ็มอี

บริษัทบริหารสินทรัพย์ไนท์คลับ เสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้เอสเอ็มอี ให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณผ่านธนาคารพาณิชย์ เพื่อดูแลเอสเอ็มอีด้วยการเสนอผลตอบแทนและรับผิดชอบร่วมกัน หวังเสริมสภาพคล่อง หนุนเอสเอ็มอี

 

นายสุชาติ บุญบรรเจิดศรี ประธานกรรมการ บริษัทบริหารสินทรัพย์ไนท์คลับ แคปปิตอลจำกัด และนายกสมาคมบริษัทบริหารสินทรัพย์ เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้ ทางบริษัทได้เสนอแนวทางช่วยฟื้นฟูและแก้ไขปัญหาสภาพคล่องให้กับธุรกิจเอสเอ็ม หลังจากมาตรการผ่อนผันให้ลูกหนี้เอสเอ็มอีที่ได้รับการพักหนี้ตามพระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 ที่จะครบกำหนด 6 เดือนในวันที่ 22 ตุลาคม 2563 นี้ ขณะนี้ยังมีเอสเอ็มอีที่ต้องการความช่วยเหลือจำนวนมาก เพื่อให้สามารถดำเนิธุรกิจต่อไปได้

 

บริษัทขอเสนอให้กระทรวงการคลังจัดสรรงบประมาณจำนวนหนึ่ง มาสนับสนุนเอสเอ็มอีที่ขาดสภาพคล่อง เนื่องจากขณะนี้ธนาคารพาณิชย์ไม่กล้าปล่อยกู้เพิ่ม เพราะกลัวจะเป็นหนี้เสียในอนาคต ทางออกในเรื่องนี้รัฐบาลจะต้องเข้ามาดูแล แต่ด้วยข้อจำกัดของทรัพยากรและงบประมาณ ดังนั้นธนาคารพาณิชย์ที่ได้รับการจัดสรรเงินจากกระทรวงการคลัง จำเป็นต้องคัดเลือกลูกค้าที่เป็นเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพที่สามารถจะดำเนินธุรกิจต่อไปได้ และมีโอกาสฟื้นตัวในอีก 1-2 ปี

 

ทั้งนี้ธนาคารพาณิชย์ที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับผลตอบแทน เช่น 3 % ต่อปี หรือกรณีที่เป็นหนี้เสีย (NPL) จะต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบเช่นกัน โดยจ่ายจำนวน 3 % เป็นต้น ทั้งนี้ผลตอบแทนและรายละเอียดอื่นๆ จะต้องมีการหารือในรายละเอียด และวางกรอบปฏิบัติร่วมกันอีกครั้ง

 

สำหรับลูกหนี้ที่ยังไม่สามารถกลับมาจ่ายชำระหนี้ได้ตามปกติ หรือจ่ายได้บางส่วนนั้น จะต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด ซึ่งเชื่อว่าธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งได้ดูแลลูกค้าเป็นอย่างดีอยู่แล้ว ถ้ามีการเพิ่มสภาพคล่องโดยรัฐบาลสนับเงินงบประมาณมาจำนวนหนึ่งผ่านไปยังธนาคารพาณิชย์เพื่อให้ดำเนินการช่วยเหลือลูกหนี้ โดยการมีเงื่อนไขผลประโยชน์ร่วมกัน จะทำให้การแก้ปัญหาทำได้เร็วขึ้น ตรงจุด เอสเอ็มอีสามารถดำเนินธุรกิจต่อได้

 

ในระยะกลางถึงยาวนั้น ทางบริษัทเชื่อว่าเอสเอ็มอีจะมีการปรับตัว และขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไปได้ ทั้งนี้เอสเอ็มอีได้มีการปรับตัวจากสถานการณ์โควิด-19 ในหลายรูปแบบแล้ว ในอนาคตถ้ามีการเพิ่มทักษะ และขยายธุรกิจไปในอุตสาหกรรม เช่น การแพทย์ พยาบาล ที่เป็นจุดแข็งของประเทศ จะทำให้เอสเอ็มอีมีโอกาสเติบโตอีกมาก

ข่าวเกี่ยวข้อง