• ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. ในวันที่ 23 กันยายน 2563 มีมติเป็นเอกฉันท์ ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 0.50 ต่อปี ในการตัดสินนโยบาย คณะกรรมการฯ ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2563 มีแนวโน้มหดตัวน้อยลงจากประมาณการเดิมเล็กน้อย แต่ในปี 2564 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงกว่าประมาณการเดิมตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีแนวโน้มฟื้นตัวช้าเป็นสำคัญ โดยยังต้องระวังความเสี่ยงจากโอกาสเกิดการระบาดระลอกที่สอง อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2563 มีแนวโน้มติดลบน้อยกว่าที่ประเมินไว้ และมีแนวโน้มทยอยเพิ่มขึ้นในช่วงปี 2564
Home EIC ประเมินส่งออกไทย ก.พ. 20 ไม่มีสัญญาณฟื้นตัว จาก COVID-19 ที่รุนแรงและยืดเยื้อ
EIC ประเมินส่งออกไทย ก.พ. 20 ไม่มีสัญญาณฟื้นตัว จาก COVID-19 ที่รุนแรงและยืดเยื้อ

EIC ประเมินส่งออกไทย ก.พ. 20 ไม่มีสัญญาณฟื้นตัว จาก COVID-19 ที่รุนแรงและยืดเยื้อ

การส่งออกไทยเดือน ก.พ. 2020 ไม่มีสัญญาณฟื้นตัว โดยมูลค่าการส่งออก ไม่รวมการส่งออกทองคำและอาวุธ ขยายตัวเพียง 0.1%YOY

 

ในระยะต่อไป คาดว่าการส่งออกไทยมีแนวโน้มหดตัวจากผลกระทบ COVID-19 ผ่านการหดตัวของเศรษฐกิจหลายประเทศทั่วโลก ปัญหาด้าน supply chain disruption และราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลงอย่างมาก ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อราคาสินค้าส่งออกที่สัมพันธ์กับราคาน้ำมัน

 

ทั้งนี้จากสถานการณ์ COVID-19 ที่ลุกลามรุนแรงและยืดเยื้อมากกว่าคาด ทำให้เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มปรับแย่มากกว่าที่เคยคาด รวมถึงปัญหา supply chain disruption ที่จะมีมากขึ้น ตามจำนวนประเทศที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 จึงทำให้ EIC คาดว่ามีแนวโน้มสูงที่การส่งออกทั้งปี 2020 จะปรับลดลงมากกว่าที่เคยคาด (เดิมคาดไว้ที่ -5.8%)

 

มูลค่าการส่งออกไทยเดือน ก.พ 2020 หากหักอาวุธและทองคำ จะขยายตัวเพียง 0.1%YOY โดยในภาพรวม มูลค่าการส่งออกเดือน ก.พ. หดตัวที่ -4.5% แต่หากหักการส่งออกทองคำซึ่งเป็นสินค้าที่ไม่ได้สะท้อนภาวะการค้าที่แท้จริง และหักการส่งกลับอาวุธที่นำมาเพื่อซ้อมรบของเดือน ก.พ. ปีก่อน (2019) ซึ่งเป็นปัจจัยพิเศษที่ไม่ได้สะท้อนภาวะการค้าเช่นเดียวกัน จะทำให้มูลค่าการส่งออกขยายตัวเล็กน้อยที่ 0.1%YOY ซึ่งสะท้อนว่าการส่งออกไม่มีสัญญาณฟื้นตัว

 

สินค้าส่งออกสำคัญที่ขยายตัวดี ได้แก่ ทองคำ, ผลิตภัณฑ์ยาง, คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ และรถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ (รูปที่ 1)

 

 

การส่งออกทองขยายตัวต่อเนื่องจากเดือนก่อนหน้าที่ 178.4%YOY โดยได้รับแรงสนับสนุนจากราคาที่สูงขึ้น ซึ่งมีตลาดส่งออกหลักคือสวิตเซอร์แลนด์ ฮ่องกง ออสเตรเลีย และเกาหลีใต้

 

สินค้าที่ขยายตัวดี ได้แก่ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ (6.5%YOY), รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ (28.9%YOY), ผลิตภัณฑ์ยาง (11.9%YOY), ยางพารา (6.2%YOY), และไก่สดแช่แข็งและแปรรูป (4.7%YOY) 
อย่างไรก็ดี มูลค่าการส่งออกของหลายสินค้าสำคัญมีการหดตัว อาทิ เม็ดพลาสติก (-20.9%YOY), เคมีภัณฑ์ (-11.9%YOY), เหล็กและผลิตภัณฑ์ (-10.6%YOY), รถยนต์และส่วนประกอบ (-4.7%YOY), ข้าว (-26.6%YOY) และเครื่องใช้ไฟฟ้า (-2.8%YOY) ตามอุปสงค์ตลาดโลกที่ซบเซา ทั้งนี้การส่งออกอาวุธหดตัวสูงถึง -99.7%YOY จากปัจจัยฐานสูงในเดือนเดียวกันปีก่อนหน้าที่มีการส่งกลับอาวุธซ้อมรบไปยังสหรัฐฯ

 

ด้านการส่งออกรายตลาด พบว่ามีหลายตลาดสำคัญพลิกกลับมาหดตัว โดยเฉพาะประเทศที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น ฮ่องกง และเกาหลีใต้

 

การส่งออกไปจีนกลับมาหดตัวที่ 2.0%YOY จากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัวสูงถึง 5.2%YOY โดยสินค้าสำคัญที่หดตัวคือ เม็ดพลาสติก และเคมีภัณฑ์

 

การส่งออกไปญี่ปุ่นหดตัวสูงที่ 11.1%YOY โดยสินค้าที่หดตัวได้แก่ เหล็กและผลิตภัณฑ์ เม็ดพลาสติก เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบ

 

การส่งออกไปประเทศอื่นที่มีผู้ติดเชื้อสูงในเดือน ก.พ. มีการหดตัวเช่นกัน ได้แก่ ฮ่องกง (-3.0%YOY) เกาหลีใต้ (-1.5%YOY)

 

การส่งออกไปสหรัฐฯ ขยายตัวถึง 18.3%YOY (หักการส่งกลับอาวุธเดือน ก.พ. ปีก่อน) โดยการขยายตัวมาจากสินค้าสำคัญ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ อุปกรณ์กึ่งตัวนำ และผลิตภัณฑ์ยาง

 

การส่งออกไป CLMV พลิกกลับมาขยายตัวที่ 5.8%YOY จากเดือนก่อนที่หดตัว 0.7%YOY โดยสินค้าสำคัญขยายตัวคือ น้ำมันสำเร็จรูป เครื่องปรับอากาศ และเครื่องจักรกล


การส่งออกไป EU15 ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ที่ 1.7%YOY สินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ และเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ

 

ในส่วนของมูลค่าการนำเข้าหดตัวชะลอลงที่ -4.3%YOY โดยหดตัวในทุกกลุ่มสินค้า ได้แก่ สินค้าเชื้อเพลิง 
(-12.1%YOY) ที่พลิกกลับมาหดตัวจากการที่ขยายตัวในเดือนก่อนหน้า ตามราคาน้ำมันที่ลดลง ด้านการนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบก็หดตัวเช่นกันที่ -9.0%YOY และ -5.5%YOY ตามลำดับ สะท้อนแนวโน้มการส่งออกที่ซบเซาในระยะข้างหน้า ขณะที่การนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคก็หดตัวเช่นกันที่ -6.8%YOY

 

 

 

ในระยะต่อไป คาดว่าการส่งออกไทยมีแนวโน้มหดตัวจากการชะลอลงหรือหดตัวของเศรษฐกิจหลายประเทศทั่วโลก โดยจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่รุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างมาก (รูปที่ 2) ซึ่งทำให้หลายประเทศต้องมีมาตรการควบคุมโรคอย่างเข้มงวด อาทิ การปิดเมือง ห้ามเดินทางสัญจร จึงย่อมส่งผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในหลายประเทศทั่วโลกที่จะลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกของปี 2020 จึงทำให้ EIC คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะปรับตัวแย่กว่าเดิมเป็นหดตัวที่ -0.8% ในปี 2020 (รูปที่ 3) ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยโดยตรง

 

 

ในส่วนของปัญหา supply chain disruption จะส่งผลต่อภาคส่งออกของไทยใน 2 ประเด็น ได้แก่

 

1) ไทยส่งออกสินค้าวัตถุดิบขั้นกลางลดลง เนื่องจากอยู่ในห่วงโซ่อุปทานการผลิตของหลายประเทศ โดยมาตรการควบคุมโรคของหลายประเทศมีแนวโน้มสร้างอุปสรรคต่อการผลิตสินค้าในประเทศดังกล่าว ดังนั้น เมื่อเกิดการหยุดชะงักของภาคการผลิตในประเทศต้นทาง ย่อมส่งผลต่อการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบขั้นกลางจากไทยที่ลดลง

 

2) ไทยมีอุปสรรคในการผลิตสินค้าส่งออก เนื่องจากต้องพึ่งพาสินค้าวัตถุดิบขั้นกลางจากหลายประเทศที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ซึ่งมีแนวโน้มหยุดการผลิตบางส่วนจากมาตรการควบคุมโรค จึงทำให้บริษัทไทยที่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบขั้นกลางจากประเทศดังกล่าว ไม่สามารถผลิตสินค้าได้ เนื่องจากขาดวัตถุดิบ

 

 

นอกจากนี้ ราคาน้ำมันที่ปรับลดลงอย่างมาก ก็จะเป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลต่อมูลค่าการส่งออกที่ลดลง ซึ่งที่ผ่านมาราคาน้ำมันดิบปรับลดลงอย่างรุนแรง (รูปที่ 4) จากสาเหตุ 2 ประการ ได้แก่ การลดลงของอุปสงค์น้ำมันดิบตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ปรับลดลงอย่างมาก และแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของอุปทานน้ำมันดิบ เนื่องจากความล้มเหลวในการเจรจาลดกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC และพันธมิตร นำโดยซาอุดีอาระเบียและรัสเซีย โดยการลดลงของราคาน้ำมันดิบนอกจากจะส่งผลต่อราคาสินค้าส่งออกของไทยหลายประเภท อาทิ เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ และสินค้าโภคภัณฑ์บางประเภทแล้ว ยังส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศกลุ่มส่งออกน้ำมัน (oil-exporter) ที่จะมีรายได้จากน้ำมันลดลง ขณะที่กลุ่มประเทศผู้นำเข้าน้ำมัน (oil-importer) ก็จะไม่ได้รับผลประโยชน์จากราคาน้ำมันดิบที่ลดลงมากนัก เนื่องจากสถานการณ์ COVID-19 ยังเป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจโลกต่อเนื่อง

 

แม้ก่อนหน้านี้ EIC จะมีการปรับลดคาดการณ์ส่งออกปี 2020 มาอยูที่ -5.8% แต่มีความเป็นไปได้สูงที่มูลค่าส่งออกอาจปรับลดลงมากกว่าคาด เนื่องจากสถานการณ์ COVID-19 ที่รุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างมาก และได้ส่งผลไปยังภาคเศรษฐกิจจริงของหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งทำให้เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มหดตัว ประกอบกับปัญหา supply chain disruption ที่จะมีเพิ่มขึ้นจากมาตรการควบคุมโรคของหลายประเทศ และสุดท้ายคือราคาน้ำมันที่ลดลง ก็จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาสินค้าส่งออกของไทยโดยเฉพาะสินค้าที่มีความสัมพันธ์กับราคาน้ำมัน

 

 

ผู้นำเสนอบทวิเคราะห์

 

ดร. ยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด มหาชน

 

ดร. กําพล อดิเรกสมบัติ ผู้อำนวยการอาวุโส และหัวหน้าฝ่ายวิจัยด้านเศรษฐกิจ และตลาดเงิน, Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด มหาชน

 

พนันดร อรุณีนิรมาน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด มหาชน

 

พิมพ์ชนก โฮว ตำแหน่ง นักวิเคราะห์ Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด มหาชน Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)


EIC Online: www.scbeic.com