• ‘ทีเอ็มบี’รายงานกำไร 9 เดือน ปี 2563 ที่ 8,877 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 58% จากปีก่อน สำหรับไตรมาส 3 ตั้งสำรองฯ เพิ่มขึ้นแม้หนี้เสียยังอยู่ในระดับต่ำที่ 2.33% —— ‘ธนาคารกรุงเทพ’ และบริษัทย่อยรายงานกำไรสุทธิสำหรับ 9 เดือนของปี 2563 จำนวน 14,783 ล้านบาท ซึ่งได้รวมผลประกอบการของธนาคารเพอร์มาตา ตั้งแต่วันที่ธนาคารเข้าถือหุ้นเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2563 —- ‘ธนาคารไทยพาณิชย์’ และบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ (งบการเงินรวมก่อนสอบทาน) ในไตรมาส 3 ของปี 2563 จำนวน 4,641 ล้านบาท ลดลง 69% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากการตั้งเงินสำรองปกติที่สูงขึ้น สำหรับเก้าเดือนแรกของปี 2563 ธนาคารมีกำไรสุทธิจำนวน 22,252 ล้านบาท ลดลง 36% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
Home รู้จัก ONLINE RETAIL เทรนด์การลงทุนที่เป็นมากกว่าแค่หุ้นเทคโนโลยี
รู้จัก ONLINE RETAIL เทรนด์การลงทุนที่เป็นมากกว่าแค่หุ้นเทคโนโลยี

รู้จัก ONLINE RETAIL เทรนด์การลงทุนที่เป็นมากกว่าแค่หุ้นเทคโนโลยี

  • เขียนโดย SCBS CIO 14/10/2020

อีกไม่นานก็จะเข้าใกล้เดือน 11 ซึ่งนักลงทุนทั่วโลกคงจับตาการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ฯ แต่ในเดือนดังกล่าวก็มีพ่อค้าแม่ค้าทั้งหลายในฝั่งเอเชียก็เฝ้ารอเช่นกันกับเทศกาล “คนโสด” ในวันที่ 11/11 ที่เป็นเทศกาลในการชอปปิ้งออนไลน์ยักษใหญ่จากหลากหลายแพลตฟอร์ม

 

โดยแม้จะมีจุดเริ่มต้นเทศกาลมาจากไอเดียของ Alibaba ที่ปีที่แล้วฟาดยอดขายไป 10,000 ล้านหยวน หรือประมาณ 4.3 หมื่นล้านบาท ภายในเวลา 1 นาทีกว่า แซงหน้าเทศกาล Black Friday และ Prime day ของ Amazon ไปเรียบร้อยแล้ว โดยแม้ตอนนี้จะเริ่มเห็นเทศกาลลดราคาที่ถี่ขึ้น เช่น วันที่ 9/9 หรือ 10/10 ตามแพลตฟอร์มต่างๆ แต่ต้องยอมรับว่าขาช้อปต่างๆ ก็ยังจับตารอวันที่ 11/11 ในปีนี้ที่แม้จะมีโควิด-19 แต่ก็ไม่น่าจะหยุดความร้อนแรงของเทรนด์การขายของออนไลน์ไปได้

 

ระหว่างที่ธุรกิจร้านค้าและกิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงักเพราะไวรัสโควิด-19 กลับเป็นการส่งเสริมให้ผู้คนรุ่นเก่า ที่ไม่เคยลองใช้เทคโนโลยีต้องหันมาเรียนรู้ ทั้งในการทำงานผ่านทางไกล หรือการซื้อของและสั่งอาหารออนไลน์ก็ตาม สิ่งที่สำคัญคือเมื่อมนุษย์เราได้ใช้เทคโนโลยีที่ทำให้เราสะดวกสบายมากขึ้น หรือตอบสนองความขี้เกียจเราแล้วนั้น ก็จะทำให้พฤติกรรมในการทำงานหรือใช้ชีวิตนั้นถูกเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง โดยผลสำรวจผู้ที่อายุระหว่าง 16-54 ปี กว่าครึ่งนึงตอบว่ามีโอกาสที่จะซื้อของออนไลน์บ่อยขึ้น

 

 

แม้การซื้อของ Online จะมีมานานสมัยที่เรารู้จัก Website แล้วแต่การเข้ามาของ Smartphone นั้นก็ทำให้อุตสาหกรรมนี้เติบโตขึ้นได้อย่างรวดเร็ว โดยจากรายงานของ We are Social และ Hootsuite ทั่วโลกนั้นมีผู้เคยซื้อของ E-commerce อยู่ที่ 74% แต่ผู้ที่เคยซื้อของผ่านมือถือมีเพียง 52% เท่านั้น โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมามูลค่าการเติบโตของธุรกิจนั้นสูงถึง 18% ต่อปีเลยทีเดียว แสดงให้เห็นถึงโอกาสในการเติบโตไปได้อีกมาก

 

แต่ที่น่าสนใจคือ ประเทศที่มีผู้ซื้อของผ่านมือถือหรือ App อันดับต้นๆ คือ ประเทศอินโดนีเซีย 78% และประเทศไทย 71% แต่ประเทศอย่างจีนและสหรัฐฯ นั้นกลับไม่ค่อยนิยมนักโดยอยู่ที่ 58% และ 41% ทั้งนี้ส่วนนึงอาจเป็นเพราะยังนิยมซื้อของผ่าน Computer หรือช่องทางอื่นมากกว่า

 

โดยผู้นำในด้านนี้ก็คงไม่พ้นประเทศมหาอำนาจที่ยังไม่สามารถสงบศึกกันได้อย่าง สหรัฐฯ และจีน โดยในฝั่งสหรัฐฯ นั้นก็มีทั้ง Amazon ,Ebay หรือ Shopify ที่เป็นร้านค้า Online ขนาดใหญ่ให้กับทั้งบริษัทยักษ์ใหญ่และ SMEs พร้อมกับระบบชำระเงินชำระเงิน Online ยอดนิยมในฝั่งตะวันตกอย่าง Paypal ที่ Elon musk เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งก่อนหันไปก่อตั้งบริษัท Tesla

 

ในทางฝั่งประเทศจีนก็มีทั้ง Alibaba ที่เป็นเจ้าของ Platform ทั้งร้านค้าอย่าง Taobao , T-mall , AliExpress และ Lazada รวมไปถึงระบบการชำระเงินอย่าง Alipay แถมยังเป็นเจ้าของสื่ออย่าง South China Morning Post อีกด้วย ในส่วนบริษัทอื่นก็มีทั้ง JD.com และ Pinduoduo ก็มาแรงไม่แพ้กันแม้จะยังเน้นการทำตลาดในจีนอยู่

 

บริษัทที่กล่าวมาข้างต้นไม่ใช่เป็นเพียงแค่หุ้นเทคโนโลยีเท่านั้น แต่เป็นกลุ่มบริษัทที่เปลี่ยน Lifestyles และรูปแบบการทำธุรกิจแบบเก่าที่ไม่ต้องมีหน้าร้าน ที่เป็นรายจ่าย Fix Cost เป็นข้อจำกัดอีกต่อไป และด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงไม่แปลกที่หุ้นหรือ กองทุนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมนี้จะมีผลตอบแทนที่โดดเด่นยิ่งกว่าดัชนีหุ้นทั่วไป หรือหุ้นเทคโนโลยีทั่วไปได้อย่างเห็นได้ชัด

 

 

โดยตั้งแต่ต้นปี 2020 ที่ผ่านมาแม้ว่าดัชนี Nasdaq จะเป็นที่พูดถึงในเรื่องของผลตอบแทนที่สูงถึง 32% แต่เมื่อเทียบกับ ETF Online Retail อย่าง Amplify Online Retail ETF (+82%) , Pro Shares Online Retail (+81%) หรือ Global X E-Commerce (+53%) หรือแม้กระทั่งหุ้นรายตัวที่กล่าวถึงและอยู่ใน ETF ข้างต้นอย่าง Shopify(+173%), Amazon (+72%) , Paypal (+78%) , Alibaba (+41%) , และ JD.com (+120%) ทั้งนี้หากนำไปเปรียบเทียบกับดัชนีหุ้นทั่วไปอย่าง S&P500 ที่+6% หรือ SET ที่ยังติดลบ -19% นั้นจะเห็นได้ว่าผลตอบแทนค่อนข้างแตกต่างกันอย่างมาก

 

จะเห็นได้ว่าแม้ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาแม้จะมีข่าวที่ทำให้ตลาดเกิดความผันผวน หรือที่เราเรียกว่า “Noise” ทังในเรื่องของโควิด-19 การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ และ Brexit แต่การถอยออกมาบ้างแล้วดูแนวโน้มการเติบโตในระยะยาวมากขึ้น และไม่จำกัดตัวเองแค่การลงทุนในดัชนีทั่วไปที่เห็นตามข่าวหนังสือพิมพ์ก็เป็นอีกหนึ่งในวิธีการสร้างผลตอบแทนให้กับพอร์ตการลงทุนโดยเฉพาะการลงทุนในปัจจุบันที่เริ่มมีความนิยมในการลงทุนรูปแบบ Thematic หรือ Megatrends มากขึ้นเรื่อยๆ

 

โดยสำหรับนักลงทุนที่สนใจการลงทุนประเภทนี้นั้น ในปัจจุบันประเทศไทยก็มีทาเงลือกในการลงทุนที่หลากหลายมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นกองทุนรวมที่แต่ละบริษัทจัดการคัดสรรมาอย่างดี หรือการเปิดพอร์ตการลงทุนในหุ้นต่างประเทศหรือ ETF โดยตรงผ่านบริษัทหลักทรัพย์ หรือสำหรับลูกค้าที่มีความมั่งคั่งสูงก็สามารถลงทุนผ่าน Structed products ที่บริการ Private Banking จากบริษัทชั้นนำก็ได้เช่นกัน'

 

ในวันที่ 11/11 ที่จะถึงนี้เรามาจับตากันดูครับว่า “วันคนโสด” ในปี 2020 นี้ Alibaba จะทำลายสถิติยอดขายและราคาหุ้นของบริษัทตัวเองได้อีกหรือไม่ครับ

 

เขียนโดย: ศรชัย สุเนต์ตา - กรรมการผู้จัดการ Chief Investment Office บริษัท หลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ จำกัด